13 ปี รัฐประหาร "ทักษิณ" จากอกแผ่นดินแม่ ถึงก้มกราบผืนดิน สู่ เจ้าไร้ศาล

13 ปี รัฐประหาร "ทักษิณ" จากอกแผ่นดินแม่ ถึงก้มกราบผืนดิน สู่ เจ้าไร้ศาล

13 ปี รัฐประหาร "ทักษิณ" จากอกแผ่นดินแม่ ถึงก้มกราบผืนดิน สู่ เจ้าไร้ศาล

https://www.thairath.co.th/news/politic/1657116

ไทยรัฐออนไลน์14 ก.ย. 2562 09:01 น. 
 
 

13 ปี ผ่านไปไวเหมือนโกหก หากย้อนเวลากลับไป เมื่อ 19 ก.ย. 2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) ตอนนี้ยศหายไปเหลือเพียงนายทักษิณ

หากจำกันได้ "ฟางเส้นสุดท้าย" ว่ากันว่า น่าจะเกิดจากกรณี ขายหุ้นชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร-ดามาพงษ์ เป็นจุดแตกหักสำคัญ ทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ประกาศจัดตั้งกลุ่มที่มีชื่อเรียกว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล “ทักษิณ 2”

สถานการณ์การเมืองขณะนั้นอึมครึมมาก จนมีการประกาศ “ยุบสภา” เมื่อ 24 ก.พ. 2549 เพื่อมีการเลือกตั้งใหม่ โดยทุกฝ่ายคาดหวังว่า สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ผลการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เมื่อ 3 พรรคการเมือง "ประชาธิปัตย์, ชาติไทย และมหาชน" ประกาศไม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วม ทำให้เกิดปัญหาในการเลือกตั้งมากมาย เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง การใช้เลือดทำเครื่องหมายแทนปากกา ยอดจำนวนโหวต “โน” หรือไม่ออกเสียงเลือกพรรคใดเลย ราว 31% ของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งนั่นทำให้หลายๆ เขต มียอดผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนมากกว่าคะแนนเสียงของผู้ชนะในหลายๆ เขต

นำมาซึ่งการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ก่อนที่จะมีคำพิพากษา “ให้การเลือกตั้งเป็นโฆฆะ” และจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค.2549 แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน 

ช่วงนั้นกระแสข่าว “รัฐประหาร” มีโชยมาตลอด ทำให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ออกมาปฏิเสธกระแสข่าว"รัฐประหาร" แทบจะวันเว้นวัน เดือน ส.ค. 2549 มีการเคลื่อนย้ายรถถังจำนวนหนึ่งเข้ามาส่วนกลาง ทำให้กระแสแรงขึ้น จนถึง ผบ.ทบ.ออกคำสั่ง 19 ก.ค.2549 สั่งโยกย้ายนายทหารระดับคุมกำลัง 129 นาย ซึ่งหลายคนต่างกล่าวถึงคำสั่งนี้ว่า เป็นการ “ถอดเขี้ยวเล็บ ตท.10” เลยทีเดียว

สถานการณ์ดูใกล้จะรุนแรงมากขึ้น เมื่อทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเห็นต่าง นัดรวมตัวชุมนุมใหญ่ แสดงพลังกันทั้ง 2 ฝ่าย ในที่สุด 19 ก.ย. 2549 ผู้นำเหล่าทัพจึงได้เข้ายึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ

• เช้า 19 ก.ย. 49 – สถานการณ์ยังคงปกติเหมือนเช่นทุกวัน แต่กระแสเรื่องของการทำรัฐประหารแรงมากขึ้น

• ที่เวที่พันธมิตร นายสุริยะใส กตศิลา ขึ้นแถลงการณ์รายละเอียดการนัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 20 ก.ย. 2549

• 08.00 น. มีการเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง โดย พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์แจ้ง พล.อ.สนธิ แต่ไม่มีผู้นำเหล่าทัพคนใดเข้าร่วมประชุมดังกล่าว เหตุผลคือ การเรียกประชุมนั้น “กระชั้นชิดเกินไป”

• ตอนสาย เริ่มมีกระแสข่าวว่า เย็นนี้จะมีทหารบางส่วนจากลพบุรีเข้ากรุงเทพฯ และเสียงโทรศัพท์ในฟากฝั่งของ เตรียมทหาร รุ่น 10 เริ่มกริ๊งกร๊างหากัน หลังจากการประชุมความมั่นคงในช่วงเช้า “ล่ม”

• พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯ ในขณะนั้น กำลังร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้กล่าวสุนทรพจน์มีใจความว่า ประเทศไทยยังคงมีประชาธิปไตยที่แข็งแรงอยู่

• พล.อ.สนธิ ผบ.ทบ. ยืนยัน กองทัพมีความพร้อมรับมือ “ม็อบชนม็อบ” มีแผน “ปฐพี149” 2 ขั้นตอน คือ 1. เตรียมพร้อมในที่ตั้ง 2. นำกำลังพลออกนอกหน่วยปฏิบัติภารกิจ

• กองทัพแจ้งว่า เป็นการเคลื่อนย้ายเพื่อสับเปลี่ยนกำลังในภารกิจ 3 จังหวัดชายแดนใต้

• 18.00 น. กระแสข่าวลือรุนแรงขึ้น หลังจากข่าวของการเคลื่อนกำลังทหารจำนวนมาก และกระแสข่าวชัดเจนขึ้นว่าจะเป็นการผลงานของขั้วตรงข้าม “ทักษิณ ชินวัตร”

• 18.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ แจ้งเลื่อนการกลับไทยเร็วขึ้น จากกำหนดเดิมวันที่ 22 ก.ย. เป็น 21 ก.ย. เวลา 05.00 น.

• 21.00 น. มีรายงานแจ้งว่า มีรถ OB ของทาง ททบ.5 วิ่งบนถนน โดยไม่ทราบพิกัดเป้าหมายปลายทางว่าไปยังที่ใด

• 21.30 น. สัญญาณมา! เมื่อ ททบ.5 ล้มผังรายการปกติ เปิดเพลงต่างๆ ที่ผิดไปจากปกติ

• 22.00 น. มีรายงานเข้ามาถึงความเคลื่อนไหวที่ถนนราชดำเนิน ว่า มีขบวนรถถังออกมาวิ่งบนถนน ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน โทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ได้ตัดเข้ารายการสดผ่านทางโทรศัพท์ใจความว่า นายกฯ สั่งปลด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. แต่ยังไม่ทันกล่าวจบ สัญญาณก็ตัดภาพไป พร้อมทหารเริ่มเต็มถนนต่างๆ

• 22.30 น. สถานีโทรทัศน์เริ่มทยอยตัดภาพเข้าสู่รายการพิเศษ ซึ่ง ณ เวลานั้น เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มีการทำรัฐประหารเรียบร้อยแล้ว

• 23.15 น. พล.ต.ประภาส ศกุนตนาค อดีตโฆษก ททบ.5 อ่านแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. พร้อมประโยคที่หลายคนจำกันได้ไม่ลืมคือ “โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง”

มูลเหตุการตัดสินใจทำรัฐประหาร คือการระบุว่า มีการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจในทางมิชอบ การละเมิดจริยธรรมคุณธรรมของผู้นำประเทศ การแทรกแซงระบบการตรวจสอบทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ข้อผิดพลาดเชิงนโยบายที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติ

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์จากหลายฝ่ายชี้ให้เห็นว่า ยังมีสาเหตุอีกบางประการนอกเหนือจากเหตุผลของ คมช. ที่นำมาสู่รัฐประหาร เช่น ความขัดแย้งทางอำนาจที่เห็นได้จากการโยกย้ายนายทหารประจำปี และความขัดแย้งระหว่างนายกฯ และประธานองคมนตรีในขณะนั้น 

ต่อเนื่องมาที่ วีรกรรมที่ นายทักษิณ กระทำ แล้วอยู่ในความทรงจำคนไทยทั้งประเทศไม่มีวันลืม คือ "ก้มกราบแผ่นดิน" เมื่อเจ้าตัวได้เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อ 28 ก.พ. 2551 ที่ "สนามบินสุวรรณภูมิ" ทันทีเมื่อเท้าสัมผัสแผ่นดินแม่ หรือมีบางสื่อฯ ในขณะนั้นรายงานถึงขั้น "ก้มลงจูบแผ่นดิน" ด้วยซ้ำ

จนมาถึงวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องขออนุญาต "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เดินทางออกนอกประเทศไปเมื่อ 31 ก.ค. 2551 โดยระบุว่า จะเดินทางไปชมมหกรรมแข่งขันกีฬา "โอลิมปิกเกมส์" ที่กรุงปักกิ่ง แล้วจะเดินทางกลับมาไทยวันที่ 11 ส.ค. ในปีเดียวกัน แต่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้เดินทางกลับมาสู่ผืนแผ่นดินแม่อีกเลย และหากนับวันนั้นจนถึงวันนี้ 13 ปีเต็ม 

เมื่อมาถึงวันนี้ก็ต้องยอมรับว่า ความหวังในการกลับไทยแบบ "เท่ๆ" อย่างที่ "นายทักษิณ" เคยประกาศไว้ ดูเหมือนเลือนลางลงไปทุกที จนแทบมองไม่เห็นแล้ว....

รายงานพิเศษ 13 ปี รัฐประหารปิดฉาก "ทักษิณ"

****

***********

*****************


สลับขั้ว-สลับบทเล่น!
 
 

“การบ้าน” ยังไม่ขยับไปถึงไหน “การเมือง” รุมเร้าหนักซะแล้ว

ล้อจากที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เอ่ยถึงกระแสข่าวเรื่องการกดดันให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี เกี่ยวโยงกับกรณีการขุดคุ้ยปม “คุณสมบัติ” และวุฒิการศึกษาของตัวเอง

“ก็ว่ากันไป การบ้านก็ทำให้พี่น้องประชาชน ส่วนการเมืองก็ว่าไปตามเกมการเมือง อย่าไปคิดมาก”

นั่นก็อาจเป็นแนวทางเดียวกันที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องยึดไว้ เพราะในสถานการณ์อำนาจ หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกฯหลังเลือกตั้งไม่นาน

มีเรื่องค้างคาวาระทางการเมืองให้ต้องขบตามมาเป็นพรวน

โดยเฉพาะที่กระแทกต่อมาจากคิวล็อกเป้าถล่ม “ผู้กองธรรมนัส” ในปมคุณสมบัติ ข้อครหาพัวพันคดียาเสพติดที่สื่อออสเตรเลียเขี่ยไฟต่อเนื่อง ล่าสุดมีประเด็นเรื่องวุฒิการศึกษา

ล่าสุดแม้จะออกมาชี้แจงปมคดีที่ออสเตรเลีย และนำเอกสารมายืนยันดีกรี “ด็อกเตอร์” โชว์ใบรับรองการศึกษาแล้ว แต่บรรดานักสืบโซเชียล นักเจาะเกราะอาชีพ แปลใบปริญญา ชนิดไล่เรียงแต่ละบรรทัด

ยิงคำถามถึงดีกรีด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยไหน สหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักร หรือวานูอาตู

“ผู้กองธรรมนัส” มีคิวร้อน “แก้แห” กันอีกหลายยก

ยังไม่รวมที่ผู้กองทำปืนลั่นเสียเอง กรณีที่เอ่ยถึงการประสานงานพรรคเล็กพรรคน้อย เปรียบเป็น “คนเลี้ยงลิง ต้องคอยป้อนกล้วยให้พรรคเล็กพรรคน้อย” ทำให้ค่ายขนาดเล็กแยกตัวจากรัฐบาล

สถาปนาเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” เพิ่มปัญหาเสียงปริ่มน้ำไปอีก

ที่สำคัญคือในโหมดรุกไล่ยังไม่จบ เครือข่ายฝ่ายค้าน ทั้งจากพรรคเพื่อไทยที่ออกมาเดินเกมบดบี้ รมช.เกษตรฯ ผู้กองคนดังที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ยกระดับตัวเองมาเป็นมืองานสำคัญของรัฐบาล

เอาเข้าจริง “ผู้กองธรรมนัส” ก็ถือเป็น “คนกันเอง” เครือข่ายค่ายนายใหญ่ ขุนศึกขุนพลทั้งภาคเหนือหรือกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรี นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นโซนคลองเตยคุ้นเคยรายนี้กันดี

ตั้งแต่อยู่เบื้องหลังเป็นทั้งแบ็กอัปและสปอนเซอร์ สมัยพรรคไทยรักไทย

เพิ่งพลิกข้างย้ายค่าย กลับมาเล่นหน้าฉาก ในฐานะแม่ทัพเมืองเหนือ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าทีมที่เรียกได้ว่าเป็น “ชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเคลื่อนที่เร็ว” ของพรรคแกนนำรัฐบาล

จากหลังฉากสมัยอยู่ขั้วนายใหญ่ พลิกมาอยู่หน้าฉาก พร้อมความมั่นใจในเครือข่ายคอนเน็กชัน โดยเฉพาะข้อต่อสำคัญกับคีย์แมนสีเขียวระดับบิ๊กๆบนแผงอำนาจ

ไม่ว่าจะพี่ใหญ่-บิ๊กๆขั้วไหน เชื่อมต่อได้หมด

“ผู้กองธรรมนัส” พกความมั่นใจ ไม่กลัวที่จะออกมาอยู่หน้าเวที ให้สปอตไลต์ฉายจับ

และแน่นอน ตกเป็นเป้าล่อของเครือข่ายที่เคยเป็นคนกันเอง

เป็นการเดินที่สวนทางกับคู่ปรับสำคัญ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่เคยอยู่ในแผงบัญชีดำของมวลชนขั้วนายใหญ่ ในสมัยเป็น ผบ.ตร. นำทีมประจันหน้ากับม็อบหน้าบ้านสี่เสาฯ พลิกกลับมาเป็นเครือข่ายแนวร่วม ชนิดกองเชียร์ต้องใช้เวลาปรับใจกันพักใหญ่

วันนี้ “บิ๊กตู่-เสรีพิศุทธ์” กลายเป็นแม่ทัพคนสำคัญของปีกฝ่ายค้าน และงานนี้ได้กลายเป็นอาวุธหนัก ประกาศตัวเป็นคนส่งข้อมูลให้สื่อออสเตรเลียตามไล่บี้ปมคดีเก่าของ “ผู้กองธรรมนัส” ไม่ลดละ

ขณะที่อีกฝ่ายก็ส่งสัญญาณบู๊สวน สลับข้างสลับบทเล่นดุเดือด

แน่นอน สำหรับ “นายกฯประยุทธ์” กับปมร้อนที่กระแทกใส่มืองานสำคัญรัฐบาล นอกจากเป็น “วาระการเมือง” กระตุก “วาระการบ้าน” การงานรัฐบาลชักชะงัก ชาวบ้านถูกดึงความสนใจไปในสารพัดปมร้อนการเมือง

ช็อตแก้ไขจะปล่อยให้ว่ากันไปตามระบบ หรือถึงเวลาต้อง “ตัดตอน” ดับชนวนไม่ให้ลุกลาม

แต่งานนี้จัดเป็นคิวใหญ่ การตัดสินใจเองคงลำบาก อาจต้องประเมินสถานการณ์ไปอีกสักระยะ ที่สำคัญคือต้องรอ “แปรสัญญาณ” จากเครื่องรับที่ส่งต่อมา

ยังไม่รวมที่ส่อแววฮอตฮิต คิวแก้รัฐธรรมนูญที่แนวร่วมฝ่ายค้านเล่นเกมไวยื่นญัตติค้างไว้ รอเปิดฟลอร์ตอนเปิดเทอมสภาฯรอบหน้า

ในภาวะที่ผู้นำยอมรับเอง เจอหลายเรื่องรุมเร้า เป็นโรคเครียดเล็กน้อย

บางเรื่องก็ชักจะออกอาการสะดุด ก้าวไม่ถูกเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

https://www.thairath.co.th/news/politic/1660173

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

3 ความคิดเห็น

 
619

 ผมจำได้ผมไปด้วยวันนั้นเป็นวันที่ 4 มีค. ผมไปยืนดูจตุคามรามเทพ เจอไอ้สงค์ฟันดำ ไอ้จอน อลงกร เดินไปทั่ว 

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ท่านทักษิณ

จูจุ๊บ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
down2011

ไม่อยากอ่าน ไม่อยาอดูภาพมันเศร้าในหัวใจ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0